เรียนต่อสิงคโปร์ กับการขอวีซ่าสิงคโปร์ (Student Pass)

ผู้ที่ต้องการเรียนต่อสิงคโปร์ ไม่เกิน 30 วัน ไม่ต้องขอวีซ่านักเรียน แต่ถ้าต้องการเรียนต่อสิงคโปร์ เกิน 30 วันต้องดำเนินการขอวีซ่า จะต้องเตรียมเอกสารดังนี้

เอกสารที่ใช้ประกอบการขอวีซ่านักเรียนสำหรับการเรียนต่อสิงคโปร์ (เอกสารทุกอย่างต้องเป็นตัวจริง พร้อมสำเนาที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ) มีดังนี้
1. สำเนาบัตรประชาชน



2. สำเนาทะเบียนบ้าน



3. กรอกแบบฟอร์ม (Form16 และ V36,) อย่างละ 2 ชุด



4. รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว จำนวน 6 ใบ



5. กรอกแบบฟอร์ม (V36A) ให้ครบถ้วน และ ลายเซ็นรับรองจากทางโรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัย



6. สำเนาหน้าพาสปอร์ตที่ยังไม่หมดอายุ



7. สำเนาสูติบัตร แปลเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมประทับตรากระทรวงต่างประเทศ



8. Transcript จาก โรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัย (ภาษาอังกฤษ)



9. ใบจบการศึกษาที่ออกโดยมหาวิทยาลัย หรือหนังสือรับรองการศึกษาจากโรงเรียน (ภาษาอังกฤษ)



10. หนังสือรับรองการทำงาน


11. รายชื่อทั้งหมดของทุกคนในครอบครัว และ พี่น้อง พร้อมที่อยู่ และวันเดือนปีเกิด



12. กรณีที่ท่านมีญาติอาศัยอยู่ในประเทศสิงคโปร์ ต้องเตรียมเอกสารดังนี้
- สำเนาเอกสารหลักฐานการลำดับขั้นญาติ พี่น้อง เช่น ใบทะเบียนสมรส ใบหย่า และใบสมัครขอเป็นผู้ดูแล
- สำเนาเอกสารใบรับรองการศึกษาระดับสูงสุดของญาติ
- จดหมายรับรองการทำงานจากนายจ้างของญาติ โดยระบุ ถึงการเริ่มเข้าทำงาน, ตำแหน่งงาน และ เงินเดือน หรือ กรณีที่ญาติของท่านเป็นเจ้าของกิจการในประเทศสิงคโปร์ เอกสารหลักฐานที่ต้องแสดง คือ ใบจดทะเบียนการค้า โดยเอกสารเหล่านี้ต้องออกมาไม่น้อยกว่า 1 เดือน
- หลักฐานทางการเงิน Statement ย้อนหลัง 1 ปี
- สำเนาเอกสารแสดงรายได้ / การเสียภาษี ของญาติ ย้อนหลัง 3 ปี


กรณีที่ท่านมีคู่สมรสอาศัยอยู่ในประเทศสิงคโปร์ ต้องเตรียมเอกสารดังนี้
- สำเนาใบทะเบียนสมรส/ใบหย่า
- สำเนาเอกสารใบรับรองการศึกษาระดับสูงสุดคู่สมรส
- จดหมายรับรองการทำงานจากนายจ้างของญาติ โดยระบุ ถึงการเริ่มเข้าทำงาน, ตำแหน่งงาน และ เงินเดือน หรือ กรณีที่ญาติของท่านเป็นเจ้าของกิจการในประเทศสิงคโปร์ เอกสารหลักฐานที่ต้องแสดง คือ ใบจดทะเบียนการค้า โดยเอกสารเหล่านี้ต้องออกไม่น้อยกว่า 1 เดือน
- หลักฐานทางการเงิน Statement ย้อนหลัง 1 ปี
- สำเนาเอกสารแสดงรายได้ / การเสียภาษี ของคู่สมรส ย้อนหลัง 3 ปี


13. นักเรียนไทยที่ยื่นขอ student pass แม้ไม่ต้องใช้หลักฐานทางการเงิน  แต่กองตรวจคนเข้าเมืองของสิงคโปร์จะให้วางเงินมัดจำค่าประกันหรือ Security Deposit จำนวน 1,000 เหรียญสิงคโปร์หรือประมาณ 24,000 บาทเป็นการทดแทน เมื่อเรียนจบหลักสูตรและเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว  เงินมัดจำส่วนนี้จะได้รับคืนภายใน 6 ? 8 สัปดาห์ แต่หากนักเรียนเลือกสมัครเรียนกับสถาบันสอนภาษาที่ได้รับสัญลักษณ์ Singapore Quality Class ไม่จำเป็นต้องวางมัดจำเงินส่วนนี้


14. ผู้ที่ต้องการขอวีซ่านักเรียนจำเป็นต้องมี sponsor  โดยต้องเป็นชาวสิงคโปร์ที่มีอายุอย่างน้อย 21 ปี  หรือสถาบันสอนภาษาที่ตนเองสมัครเรียน (โดยทั่วไปนักเรียนไทยมักจะเลือกอย่างหลังซึ่งสถาบันสอนภาษาจะคิดค่าธรรมเนียมในส่วนนี้กับนักเรียนด้วย )


ข้อมูลทั่วไป
สิงคโปร์ หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐสิงคโปร์ (Republic of Singapore) เป็นนครรัฐที่ตั้งอยู่บนเกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภูมิศาสตร์
หากแบ่งตามภูมิศาสตร์ สถานที่ท่องเที่ยวภายในประเทศสิงคโปร์ มีดังนี้
- ภาคตะวันออก - Katong, Pasir Ris, Changi/Pulau Ubin
- ภาคตะวันตก - Kent Ridge, Mount Faber, Bukit Timah
- ภาคเหนือ - Thomson, Lim Chu Kang/Tengah
- ภาคกลาง - Balestier, Chinatown, แม่น้ำสิงคโปร์

สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมักอยู่ในตอนกลาง ได้แก่ พื้นที่บริเวณ Marina Bay, ปากแม่น้ำสิงคโปร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมอร์ไลออน (Merlion) , อาคารโรงละคร Esplanade ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่, สถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำ บริเวณพื้นที่ริมน้ำ ได้แก่ Clarke Quay, Boat Quay, ย่านไชน่าทาวน์ (China Town) , ย่าน Little India, ย่านชอปปิ้ง บนถนน Orchard
ส่วนบริเวณเมืองรอบนอกนั้นมีแหล่งท่องเที่ยวกระจายอยู่โดยรอบ สามารถเข้าถึงได้โดยรถไฟ MRT และ รถประจำทาง ได้แก่ เกาะเซนโตซา (Sentosa Island) บริเวณ Harbour Front, สวนสัตว์กลางคืน (Night Safari) , สวนนกจูร่ง (Jurong Birdpark) เป็นต้น

สภาพภูมิอากาศ
ลักษณะภูมิอากาศของสิงคโปร์ คล้ายกับประเทศไทย คือ เป็นแบบร้อนชื้น ฝนตกชุกตลอดปีเนื่องจากอิทธิพลทาง ทะเลและที่ตั้งของประเทศ

ภาษา
ภาษา สิงคโปร์มีภาษาราชการถึง 4 ภาษาคือ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษามาเลย์ และทมิฬ โดยมีภาษามาเลย์เป็นภาษาประจำชาติ และภาษาอังกฤษที่ใช้ในวงการธุรกิจ และการศึกษา ส่วนภาษาจีนกลาง (แมนดาริน) เป็นภาษาที่มีการใช้ในการสื่อสารทางสังคมมากที่สุด เนื่องจากประชากรประกอบด้วยคนเชื้อชาติจีนประมาณ 70 %

เวลา
เวลาของสิงคโปร์เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง (GMT +8.00)

สกุลเงินตรา
หน่วยเงินตราของสิงคโปร์คือ ดอลลาร์ (Singapore Dollar) โดยแบ่งค่าเงินต่าง ๆ ออกเป็นดังนี้ ธนบัตรมูลค่า S$2, S$5, S$10, S$20, S$50, S$100, S$500, S$1,000 และ S$10,000 เงินเหรียญมีตั้งแต่ 1, 5, 10, 20 และ 50 เซนต์ รวมถึง S$ 1

ประชากร
ประชากรหนาแน่นสุดในภูมิภาค และเป็นประเทศเล็กที่สุดในภูมิภาค เป็นประเทศที่หนาแน่นเป็นอันดับ 2 ของโลก มีจำนวนประชากรประมาณ 4.24 ล้านคน (2547) ประกอบด้วยชาวจีน (76.5%) ชาวมาเลย์ (13.8%) ชาวอินเดีย (8.1%) และอื่น ๆ (1.6%)

น้ำดื่ม
น้ำประปาสิงคโปร์นั้นปลอดภัยและสามารถดื่มได้จากก๊อกโดยตรง แต่อย่างไรก็ดีน้ำดื่มและน้ำแร่บรรจุขวดก็สามารถหาซื้อได้จากซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายของชำ และร้านสะดวกซื้อ

ความปลอดภัย
ในปัจจุบันนี้นักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆทั่วโลกมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัยระหว่างเดินทางมากกว่าเมื่อก่อนมาก การท่องเที่ยวสิงคโปร์จึงต้องการให้นักท่องเที่ยวเหล่านั้นมั่นใจว่าสถานการณ์ในประเทศสิงคโปร์สงบสุขและมีเสถียรภาพ

รัฐบาลสิงคโปร์จะทำทุกอย่างเพื่อให้มั่นใจว่าสิงคโปร์จะมีความปลอดภัย โดยการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานที่สำคัญๆ นอกจากนี้รัฐบาลยังมั่นใจว่าจะไม่มีความรุนแรงที่เกิดจากความแตกต่างทางเชื้อชาติหรือศาสนาในสิงคโปร์ และจะต่อต้านผู้ที่ใช้ความรุนแรงและผู้ก่อการร้ายให้ถึงที่สุด

ตัวอย่างการปฏิบัติการที่รวดเร็วและตรงเป้าหมายของกรมการป้องกันประเทศของสิงคโปร์ หรือ Singapore Internal Security Department ได้แก่ การจับกุมผู้ก่อการร้าย 15 คน ในเดือนมกราคม 2002

การสูบบุหรี่
สิงคโปร์ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ เช่น รถโดยสารสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด ลิฟท์ โรงละคร โรงภาพยนตร์ ร้านอาหารติดเครื่องปรับอากาศ ร้านเสริมสวย ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า และสถานที่ราชการ หากฝ่าฝืนจะโดนปรับ 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ทั้งนี้มีการอนุญาตให้สูบบุหรี่ในสถานที่ติดเครื่องปรับอากาศบางแห่ง เช่น ผับ ดิสโกเธค คาราโอเกะ และสถานบันเทิงยามราตรี

การถ่มน้ำลาย
ห้ามถ่มน้ำลายในที่สาธารณะ

การให้ทิป
ไม่จำเป็นต้องให้ทิป เนื่องจากโรงแรมและร้านอาหารส่วนใหญ่จะรวมค่าบริการ 10% ไว้ในใบเสร็จเรียนร้อยแล้ว ดังนั้นการให้ทิปจึงไม่เป็นที่นิยมในสิงคโปร์และเป็นสิ่งต้องห้ามในบริเวณสนามบิน

ระบบการศึกษา
ระบบการศึกษาของสิงคโปร์แบ่งเป็นชั้นประถมศึกษาใช้ระยะเวลา 6 ปี และมัธยมศึกษาใช้ระยะเวลา 4 ปี จากนั้น ต่อด้วยการ เรียนในระดับสูงขึ้น เช่น โพลีเทคนิค จูเนียร์คอลเลจ และมหาวิทยาลัย และการที่จะได้คัดเลือกเข้าเรียนที่โรงเรียนสิงคโปร์นั้น นักเรียนจำเป็นจะต้องทำการสอบเพื่อประเมินผลโดยการสอบเข้าโรงเรียนนั้น นักเรียนจำเป็นต้องสอบภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ เป็นวิชาหลัก และอาจมีการทดสอบภาษาจีน ขึ้นอยู่กับโรงเรียนที่นักเรียนต้องการสอบเข้า และสำหรับนักเรียน ต่างชาติที่มี ความประสงค์จะเข้าศึกษาต่อในประเทศสิงคโปร์จำเป็นต้องเสียค่าบำรุงการศึกษา (Donations) ให้กับกระทรงศึกษาธิการ ของสิงคโปร์ เป็นจำนวนเงิน S$1,000 ทุก ๆ 2 ปี สำหรับเงินบริจาคนี้ไม่สามารถขอคืนได้

การศึกษาในระดับประถมศึกษา (Primary Schools)
ระบบการศึกษาในระดับประถมศึกษาที่สิงคโปร์นั้นจะแบ่งการสอนออกเป็น 2 ช่วง คือ เช้า และบ่าย การรับสมัครนักเรียนใหม่จะขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละโรงเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ? 4 (four year foundation stage) จะเน้นการเรียนในวิชาภาษาอังกฤษ, ภาษาจีน (แมนดาริน) หรือภาษาทมิฬ, คณิตศาสตร์ และวิชาอื่น ๆ เช่น ศิลปะ ดนตรี พลศึกษา ในการเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 -6 (Two-year orientation stage) นักเรียนจะถูกแบ่งออกเป็น 3ระดับ จากผลการสอบของ ประถมศึกษาปีที่ 4 คือ EM1 EM2 EM3 โดยลักษณะการเรียนของวิชาภาษาอังกฤษ และภาษาแม่นั้นจะต่างกันนักเรียนจะต้องสอบวัดระดับเมื่อจบ ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียกกันว่า Primary School Leaving Examination (PSLE).เพื่อวัดระดับว่านักเรียนจะต้องเรียนในชั้นมัธยมเป็นระยะเวลา 4 ปี หรือ 5 ปี

การศึกษาในระดับมัธยมศึกษา (Secondary School)
โรงเรียนมัธยมศึกษาในสิงคโปร์จะแบ่งออกเป็น 2 ระบบและจะมีหลักสูตรแตกต่างกันไปทั้งนี้ นักเรียนจะถูกเลือกให้อยู่ระบบใดระบบหนึ่งนั้นขึ้นอยู่กับผลการสอบ PSLE ของนักเรียนแต่ละคน ระบบที่ใช้ระยะเวลา 4 ปี จะเรียกว่า Special and Express Courses ซึ่งการเรียนการสอนนั้นจะเน้นการเตรียมตัวให้นักเรียนสอบ The Singapore-Cambridge General Certificate of Education ?Ordinary? (GCE ?O?) ตอนจบมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ ระบบที่ใช้ระยะเวลา 5 ปี คือ Normal Course แบ่งการเรียนการสอนเป็น Academic และ Technical และเมื่อนักเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 4 นักเรียนจะต้องสอบ Singapore-Cambridge General Certificate of Education ?Normal?(GCE ?N?)
สำหรับนักเรียนที่สอบได้คะแนนดี สามารถเรียนต่อ มัธยมศึกษาปีที่ 5 เพื่อสอบ GCE ?O? ต่อไป แต่สำหรับนักเรียนที่สอบได้คะแนน GCE ?N? ไม่ดี ก็สามารถเรียนต่อในทางด้านเทคนิค ITE. หลังจากนักเรียน จบการศึกษาในระดับมัธยมนักเรียนสามารถที่จะเลือกเรียนในขั้นอุดมศึกษาต่อไป

เตรียมเข้ามหาวิทยาลัย (Junior College หรือ Pre University)
สำหรับนักเรียนที่ได้ผ่านการทดสอบ GCE ?O? Level เรียบร้อยแล้วและมีความประสงค์ที่จะเลือกเรียนต่อที่ Junior College ใช้ระยะเวลา 2 ปี หรือ หลักสูตรเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย (Pre-university) ใช้ระยะเวลา 3 ปี เพื่อการเตรียมพร้อมสอบ GCE ?A? Level เมื่อสอบผ่านนักเรียนถึงจะสามารถเข้าเรียนต่อในระดับชั้นมหาวิทยาลัย หรือสามารถสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้ทั่วโลก สำหรับนักเรียนที่สอบไม่ผ่าน GCE ?A? Level ก็สามารถที่จะเลือกเรียนต่อโพลีเทคนิค

โพลีเทคนิค (Polytechnics)
เป็นโรงเรียนเปิดสอนหลักสูตรวิชาชีพโดยมีสาขาให้เลือกมากมายอาทิเช่น วิศวกรรม, ธุรกิจ, สื่อสารมวลชน ฯลฯ สำหรับนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาแล้วสามารถจบออกมาทำงานได้เลย โดยหลักสูตรนี้จะใช้เวลาเรียน 3 ปี

การศึกษาสำหรับสาขาวิชาช่าง Institutes of Technical Education (ITE)
เป็นโรงเรียนเปิดสอนหลักสูตรสาขาวิชาช่าง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเพิ่มทักษะทางด้านการปฏิบัติและวิชาการ และสำหรับนักเรียนที่มีเกณฑ์คะแนนดี สามารถเลือกที่จะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนโปลีเทคนิค หรือมหาวิทยาลัยแล้วแต่ความประสงค์
?

?

?

Customer Feedback

น้องพี & น้องปุ๊ เรียนภาษาเพิ่มเติมประสบการณ์ก่อนต่อ ปี 2 น้องพี - "ผมทั้งสองคนเรียนอยู่ปี 1 ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา อินเตอร์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี ที่มหาวิทยาลัยมีข้อบังคับสำหรับนักศึกษาภาควิชาวิศวฯ อินเตอร์ ว่าจะต้องเรียนภาษาอังกฤษให้ครบ 120 ชั่วโมง เรียนในประเทศหรือต่างประเทศก็ได้ ถึงจะสามารถเลื่อนขึ้นชั้นปี 2 ได้ พวกผมจึง...

Wachirawit Budsaban & Sarankul Sintusamran
Jun 22, 2012

เรียนต่อต่างประเทศ

เรียนต่อต่างประเทศ Our Main Services

เรียนต่อต่างประเทศ | U+Study

\ Mon-Fri 9:00-18:00 | Sat 9:00-14:00

เรามีบริการแนะแนวเกี่ยวกับระบบการ เรียนต่อต่างประเทศ ทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา, อนุปริญญา, มหาวิทยาลัย หรือเรียนภาษาต่างๆ
นอกจากนี้เรายังมีบริการยื่นวีซ่า จองตั๋วเครื่องบิน หาที่พัก และอื่นๆอีกมากมายกับ เรียนต่อต่างประเทศ

เรียนต่อต่างประเทศ