นับจากปีพ.ศ. 2547 ที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงดำริให้มีการสร้างทุนส่งเสริมดนตรีคลาสสิค เพื่อเป็นการสนับสนุนบุคลากรและทรัพยากรทางดนตรีคลาสสิค โดยพระองค์ท่านทรงรับเป็นองค์ประธานและองค์อุปถัมภ์ ซึ่งกองทุนดังกล่าวได้สร้างบุคลากรที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาดนตรีคลาสสิคในไทยด้วยดีตลอดมา หนึ่งในนั้นเป็นสาวน้อยหน้าหวาน ป่าน-อุทัยศรี ศรีณรงค์ ลูกสาวคนสวยของอาจารย์สุทิน ศรีณรงค์ ผู้ก่อตั้งวง Bangkok Symphony Orchestra และวาทยากรแห่งวงดุริยางค์เยาวชนไทยนอกจากนั้นป่านยังเป็นน้องสาวผู้น่ารักของ เป้-ทวีเวท ศรีณรงค์ นักเรียนทุนดนตรีเพื่อส่งเสริมดนตรีคลาสสิคในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาฯ คนแรกอีกด้วย
กำเนิดตัวโน้ต
?ป่านเริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เนื่องจากคุณพ่อเป็นนักดนตรี ก็ได้เห็นคุณพ่อเล่นคอนเสิร์ต ได้ดูดีวีดี ได้ฟังเพลง ได้เห็นสื่อที่เป็นดนตรีคลาสสิค เห็นเครื่องดนตรีแปลกๆ ก็เลยรู้สึกสนใจตั้งแต่ตอนนั้น ค่อยๆ ซ้อม ค่อยๆ ซึมซับมาเรื่อยๆ ซึ่งแรกๆ คุณพ่อจะให้เล่นเปียโนก่อน แล้วถึงมาเป็นไวโอลิน เพราะคุณพ่อก็เล่นไวโอลิน เล่นได้สักพักป่านก็เปลี่ยนมาเล่นเชลโล คิดไว้ว่าอนาคตจะตั้งวงดนตรีกัน (หัวเราะ) ล้อเล่นค่ะ คือไม่อยากเล่นเครื่องดนตรีเหมือนพ่อกับพี่เป้มากกว่า (หัวเราะ) แต่เรื่องจริงก็คือว่า ผู้หญิงเล่นเชลโล มันเท่ดี ทำให้เราสนใจเชลโล จากนั้นมาก็เรียนดนตรีมาเรื่อยๆ จนถึงช่วงเอนทรานซ์ก็สอบโควต้าติดคณะครุศาสตร์ เอกดนตรี ที่จุฬาฯ เรียนจนถึงปี 2 ก็สอบได้ทุนเรียนฟรีที่ Hong Kong Academy for Performing Arts ประเทศฮ่องกง?
เรียนรู้ เข้าใจ ในเส้นทางสายตัวโน้ต
?ต้องย้อนไปว่า ตอนป่านเรียนม.5 ก็มีโอกาสได้ไปเรียนเชลโล เป็นคอร์สสั้นๆ กับอาจารย์ Ray ที่ Hong Kong Academy for Performing Arts ก็รู้สึกชอบที่นั่น บรรยากาศการเรียนเป็นดนตรี๊ดนตรี ทำให้อยากเรียนมาก แต่ด้วยมาตรฐานการเล่นดนตรีตอนนั้นคงยากที่จะผ่านไปง่ายๆ ก็เลยตัดสินใจเรียนที่เมืองไทยก่อนเพื่อฝึกทักษะไปเรื่อยๆ แล้วพอดีว่าตอนเรียนปี 2 อยู่ที่จุฬาฯ ก็มีคณบดีจาก Hong Kong Academy มาสอบออดิชั่นที่เมืองไทย พอคุณพ่อทราบก็ให้ป่านลองออดิชั่นดู ซึ่งก็ไม่คิดว่าจะได้ พอสอบผ่านเราก็ได้ทุนเรียน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งเป็นทุนของ Hong Kong Academy ก็ตัดสินใจไปเรียนเพราะเราชอบบรรยากาศ ชอบอาจารย์ของที่นั่นอยู่แล้ว?
?พอขึ้นปีที่ 3 คือปริญญาตรีของที่นั่นจะเรียน 3 ปี ก็เกิดภาวะโรคซาร์สระบาด ทำให้เงินทุนค่าเล่าเรียนถูกตัดไป เหลือเฉพาะค่าขนมที่ใช้จ่ายแต่ละเดือน ช่วงโรคซาร์สระบาดป่านกลับมาเมืองไทย 2 เดือนเพราะโรงเรียนปิด ไม่ต้องสอบปลายภาค แฮปปี้เลย (หัวเราะ) แล้วช่วงนั้นป่านก็มีโอกาสได้ไปเข้าแคมป์ดนตรีที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ชื่อ Verbier Music Festival เป็นแคมป์ดนตรีของทางยุโรปที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งช่วงหน้าหนาว Verbier จะเป็นเมืองที่เล่นสกี ส่วนหน้าร้อนก็จะจัด Music Festival ป่านก็ได้ทุนจาก Bangkok Symphony Orchestra มาแคมป์นี้กับน้องผู้ชายอีก 1 คน?
?สำหรับแคมป์นี้เราได้เจอกับนักดนตรีคลาสสิคระดับโลกหลายๆ คน ได้ไปชมคอนเสิร์ต ได้ไปมาสเตอร์คลาสกับนักเชลโลเก่งๆ ก็ดีใจมาก แล้วตอนนั้นก็ไม่ทราบว่าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ท่านจะเสด็จไปแคมป์นี้เป็นประจำทุกปี วันหนึ่งก็เห็นคณะคนไทยเยอะมาก พอทราบว่าเป็นขบวนเสด็จของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ก็ทำตัวไม่ถูก ตอนเจอพระองค์ท่านครั้งแรก ท่านก็ทรงมีพระเมตตาถามไถ่โน่นนี่ ซึ่งตอนแรกท่านก็ไม่ทราบว่าป่านเป็นน้องของพี่เป้ คุยไปคุยมาพอท่านทราบก็ทรงถามว่า ทวีเวทเป็นอย่างไรบ้าง ท่านก็ทรงจำได้ทุกอย่างว่าพี่เป้เรียนที่ไหน อย่างไร แล้วตอนอยู่ที่นั่นพระองค์ท่านก็ทรงมีพระเมตตาเชิญร่วมโต๊ะเสวย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้?
?พอกลับมากรุงเทพฯ ป่านก็มาปรึกษาคุณพ่อ คุณแม่ว่าลองส่งพอร์ตของเราไปถึงพระองค์ท่านจะดีมั้ย เพราะพระองค์ท่านจะพิจารณานักเรียนทุนแต่ละคนด้วยพระองค์เองว่า ต้องมีผลงานออกสู่สายตาประชาชน มีการแสดงคอนเสิร์ตมาแล้ว เมื่อพูดชื่อในวงการหลายๆ คนก็ต้องรู้จัก ยอมรับในฝีมือ เมื่อส่งรายละเอียดต่างๆ ให้พระองค์ท่านทรงวินิจฉัย ประมาณ 1 สัปดาห์ ความปลื้มปีติก็เดินทางมาถึงพร้อมจดหมายจากกรรมการทุนดนตรีเพื่อส่งเสริมดนตรีคลาสสิคในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาฯ ทรงรับป่านเข้าเป็นนักเรียนทุนโดยได้เรียนต่อในระดับปริญญาตรี (Bachelor of Music) อีก 1 ปีที่เหลือ กับ visiting student เป็น diploma ทางด้านเชลโลโดยเฉพาะอีก 1 คอร์ส?
?ชีวิตทั่วไปที่ Hong Kong Academy ส่วนใหญ่ก็ซ้อมดนตรี (เชลโล) เพราะว่าโรงเรียนที่เราอยู่เป็นแบบ Music Academy คือเรียนโดยตรงทางด้านดนตรีคลาสสิคเลย แล้วก็จะมีกิจกรรมคอนเสิร์ต, มาสเตอร์คลาสอยู่เรื่อยๆ รวมทั้งมี Conductor รับเชิญ มาร่วมแสดงกับวง Orchestra ของโรงเรียนอยู่เป็นประจำ ทำให้มีประสบการณ์ที่ดีในการเรียน ตอนอยู่ที่นั่นก็ต้องปรับตัวเยอะมาก เพราะเรียนเป็นภาษาอังกฤษหมดเลย อาจารย์ที่สอนเชลโลก็ดุมากกกกก จำได้ว่าเข้าเรียนทุกครั้งออกมาร้องไห้เกือบทุกครั้ง ที่โรงเรียนจะแข่งขันกันสูง คือทานข้าวเสร็จทุกคนก็จะซ้อมดนตรี เข้าห้องสมุด ไม่มีไปช้อปปิ้งกันให้เห็น ส่วนใหญ่ถ้าจะผ่อนคลายจริงๆ ก็คือไปปาร์ตี้คืนวันศุกร์กับเพื่อนๆ มากกว่า ส่วนกิจกรรมกับเพื่อนๆ ก็คือเล่นดนตรีในงานแต่งงานหรือตามห้างสรรพสินค้า ถือเป็นจ๊อบที่ได้เงินมาเยอะมากถ้าเทียบกับเมืองไทย?
ประสบการณ์ตัวโน้ต
?การได้ร่วมงานกับคนหลายๆ ชาติ หลายๆ ภาษา ทั้งทำงานและเล่นดนตรีทำให้เราเป็นคนมีวินัยมากขึ้น การที่เราได้ร่วมงานกับ Conductor ที่เป็นฝรั่ง ถ้าเรามาซ้อมดนตรีช้า อาจทำให้เราไม่ได้เล่นคอนเสิร์ตเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นการซ้อมดนตรีทุกครั้งต้องมาวอร์มอัพก่อนเวลาอย่างน้อย 15 นาที ห้ามขาดซ้อม ซึ่งสองสิ่งนี้จะเข้มงวดมาก ป่านดีใจที่จบมาจากโรงเรียนแห่งนี้ ที่นั่นสอนให้เราเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบมากขึ้น จากที่เราเป็นนักเรียน ทุกวันนี้ก็มีอัลบั้ม Vietrio กับ Exact มาแล้ว 2 ชุด มีโรงเรียนดนตรี Viemus ที่ชั้น 4 ศูนย์การค้าเอสพลาด ซึ่งทำร่วมกับสมาชิก 5 คน ในครอบครัว สิทธิพิเศษสำหรับนักเรียนของโรงเรียนนี้ ถ้าวันไหนไม่มีเรียนก็สามารถเข้ามาใช้ห้องซ้อมได้ คือเราอยากให้เป็นเหมือนบ้านที่รวมคนรักเสียงดนตรีไว้ด้วยกัน?
?
(Big Thanks to นิตยสารยูพลัส สำหรับข้อมูล )









