อยู่เมืองนอกมานานหลายปี ปลาทู-ดิฐวัฒน์ อิสสระ ลูกชายคนรองทายาทเจ้าของธุรกิจคอนโดมิเนียมสุดหรู สงกรานต์-ศรีวรา อิสสระ หลังเรียนจบทางด้าน Product Design จาก Central St. Martins College of Art & Design ประเทศอังกฤษ ปลาทูก็มาช่วยงานที่บริษัทของครอบครัวในตำแหน่ง Creative Director ของบริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) โดยรับหน้าที่ ดูแลกิจกรรมพิเศษ อีเวนท์ต่างๆ กับโฆษณาในบริษัท และด้วยความเป็นหนุ่มอารมณ์ดี สุภาพ คุยเก่ง ทำให้เรื่องราวที่เขาเล่าในวันนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทีเดียว
วัยเด็กที่ ?Cheam School?
?ผมไปเรียนที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่ 9 ขวบ เนื่องมาจากว่าช่วงปิดเทอมใหญ่ป.2 พ่อกับแม่ให้ไปเรียนซัมเมอร์เดือนหนึ่งที่ Cheam School ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำที่พี่ชายผม (ปลาวาฬ-วรสิทธิ) เรียนอยู่แล้ว 2 ปี พอได้ไปเรียนก็รู้สึกติดใจ เพราะทำผิดก็ไม่โดนครูตี (หัวเราะ) แล้ววิชาเลขของเขาก็เรียนง่ายมาก เด็กไทยพอไปเรียนที่โน่นทำให้เก่งเลขหมดเลย หลังกลับมาจากซัมเมอร์ ผมก็ขอคุณพ่อ คุณแม่เพื่อจะไปเรียนที่อังกฤษต่อทันที?
เรื่องเล่าตอนเรียน
?การเรียนการสอนที่โน่น คลาสหนึ่งมีแค่ 20 คน จะเกินก็ไม่ถึง 30 คนต่อคลาสแน่นอน ทำให้ระหว่างครูและนักเรียนมีโอกาสได้พูดคุย ถามความคิดเห็นกันค่อนข้างเยอะ อย่างตอนสอบก็จะไม่มีเป็นเปเปอร์ ช้อยส์ แต่จะให้เขียนเป็น Essay แทน ยกตัวอย่างวิชาเลข ก็ไม่ใช่ดูว่าผลออกมาเท่าไหร่ แต่จะดูวิธีคิดว่าคิดอย่างไรมากกว่า เช่น คะแนนเต็ม 10 ถ้าใส่แค่คำตอบลงไปเฉยๆ โดยไม่แสดงวิธีทำ ก็อาจจะได้แค่ 3 คะแนนเท่านั้น คือเขาต้องการสอนให้เราคิดเป็น ดังนั้นครูก็จะมีเวลาให้กับนักเรียนเยอะ สอนได้ละเอียดขึ้น ผมเรียนที่ Cheam School หนึ่งปี ก็ย้ายโรงเรียนอีก 2 ที่จนเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย?
จุดเปลี่ยนของชีวิต
?กว่าผมจะมาเรียน Product Design ที่ Central St. Martins ได้ก็ลุ้นเหมือนกัน เพราะก่อนหน้าจะจบไฮสคูล ผมได้สมัครเรียน Engineer ไว้อีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง แต่พอดีว่าช่วงซัมเมอร์ผมอยากเรียนอาร์ต สมัครไปแล้วเขาก็รับ ก็เลยเคลียร์คุณพ่อ คุณแม่ว่าขอเรียนอาร์ตก่อน 1 ปี แล้วโทรไปเลื่อนที่มหาวิทยาลัยว่าจะมาเรียนในปีถัดไป เขาก็โอเค?1 ปีผ่านไปผมก็ทำตามสัญญาโดยเริ่มเรียน Engineer ต่อ แต่เรียนได้แค่ปีเดียวก็เริ่มรู้แล้วว่าไม่ไหวเพราะเรียนกันโหดมาก ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นทุกวัน แล้วยังมีการบ้าน มีทำงานนอกคลาสอีก ผมเคยใช้เวลาทำรีพอร์ตชิ้นเดียวปาเข้าไป 5 ชั่วโมง ซึ่งเกรดของผมก็ออกมาดีนะ เราก็คิดว่าอืมม์?เราฉลาดแล้ว แต่ที่ไหนได้ ใกล้เคียงกับตัวตลกของที่นั่นเลย เพราะคนเก่งๆ ที่นั่นเขาทำงานกันเก่งมาก ตั้งใจกันสุดๆ ถ้าให้สู้กับคนเหล่านี้คงต้องปรับปรุงตัว หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนแนวคิดอีกเยอะ เพราะพวกนี้เวลากลับบ้านก็ไปทำงานต่อ ครั้นจะให้เราแข่งกับเขาก็คงไม่ไหว เราเป็นคนที่เวลาเรียนก็เรียน เลิกเรียนก็ต้องมีช่วงสนุกสนานกันบ้าง ผมก็เลยแอบไปสมัครทางด้าน Product Design ที่ St. Martins ไว้ พอเขารับก็คุยกับคุณพ่อ คุณแม่ว่า เขารับแล้ว งั้นไปเรียนเลยนะ แบบว่ามัดมือชกเลย (หัวเราะ)?
ก้าวต่อไปที่ ?Central St. Martins?
?พอได้เรียนที่ St. Martins แล้วรู้สึกผิดคาดจากที่เราคิดไว้เยอะ อย่างแนวการเรียนที่นี่เขาจะมีชื่อเสียงที่สุดในเรื่องของแฟชั่นดีไซน์ ซึ่งคนพวกนี้ต้องไอเดียบรรเจิด ไม่เหมือนใคร และที่สำคัญต้องแรงที่สุดด้วย อย่างผมเรียน Product Design ก็จะเน้นในเรื่องคอนเซ็ปต์ เรื่องไอเดีย ซึ่งเป็นอะไรที่สอนไม่ได้ขณะนั้น
ที่ St. Martins จะเข้าเรียนอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ถือเป็นโรงเรียนที่สอนน้อยมาก เขาจะเน้นให้นักเรียนช่วยเหลือกันเอง เรียนรู้กันเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเรียนได้ทุกคนเพราะอย่างปีผมเข้ามา 120 คน ตอนจบก็เหลือแค่ 60 คนเอง ซึ่งหลักๆ แล้วการเรียนมันไม่ได้ยากเหมือน Engineer แต่มันจะยากตรงวิธีคิด วิธีนำเสนอ เพราะถ้าเราคิดหลุดไปจากคนอื่นก็จะทำให้โปรเจคท์เราเจ๋งไปเลย?
เรียนรู้ประสบการณ์
?พอเรียนจบผมก็ทำงานเป็นฟรีแลนซ์อยู่แป๊บหนึ่ง เป็นช่วงที่กำลังทำพอร์ตหางาน แล้วก็ได้งานมาชิ้นหนึ่ง เป็นการออกแบบดีไซน์ร้านค้า ซึ่งผมก็ทำเป็นเวิร์ดส่งไปเสนอก่อน?ผ่านไป 2 เดือนก็คิดว่าไม่น่าจะได้แล้วก็เลยกลับมาเมืองไทย แต่บังเอิญว่าเจ้าของงานที่เราเสนอไปเขาชอบ ซึ่งเขาเป็นคนมาเลเซีย จากผู้เข้ารอบหลายร้อยคนก็เหลือ 5 คนสุดท้าย พอเขาติดต่อกลับมาแล้วรู้ว่าผมอยู่กรุงเทพฯ ก็ซื้อตั๋วเครื่องบินไปเช้า-เย็นกลับ เพื่อให้ผมบินไปเสนองานรอบที่ 3 เขาก็โอเคงานของเรา เหมือนกับว่าตอนนั้นเหลือแค่ผมกับเด็กอีกคน ซึ่งดันเป็นเด็ก St. Martins เหมือนกันอีก พอเสนองานเสร็จ ผมกลับไปอังกฤษอีกรอบ ก็คุยๆ กันว่าให้รอ ผมก็รอ อยู่ๆ วันหนึ่งเขาก็ส่งอีเมลกลับมาว่า มีปัญหานิดหน่อย ก็เลยนัดเจอเขา ประมาณว่า สถานที่ที่เขาจะเอาร้านไปลงมันไม่ผ่านเจ้าของที่ ผมก็อืม?เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็บอกว่าไอเดียเราดี ให้รออีกหน่อยเพราะทางบริษัทกำลังหาทำเลใหม่เพื่อจะลงร้านอยู่ ต้องขอเวลาสักพัก และระหว่างที่ดีลงานกันนั้น เขาก็มาบอกอีกครั้งว่าคนในบริษัทดันลาออกไป แล้วเอาไอเดียที่เราดีไซน์ไว้ไปทำร้านเขาเอง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจริง เท็จแค่ไหน ได้แต่ทำใจ แล้วก็ถือเป็นบทเรียนชีวิตไป จากนั้นอีก 3-4 เดือนผมก็กลับมาทำงานที่เมืองไทยเต็มตัว?
ฝากไว้ให้คิด
?การทำงานย่อมมีเหนื่อยและต้องมีพักบ้าง ถ้ายิ่งพูด ยิ่งคิดก็มีแต่เหนื่อยเท่านั้น ผมคิดว่าเวลาเราทำงานน่าจะสนุกกับงาน ยิ้มให้งานดีกว่า ทุกวันนี้ผมมีความสุขกับงานมาก แม้จะยุ่งมากทั้งงานที่บริษัทและงานส่วนตัว ที่กำลังออกแบบเฟอร์นิเจอร์ของตัวเอง ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษางาน เพราะเราถือว่า เราเป็นเด็กใหม่ ต้องรู้จักหามุมมอง หาเพื่อนใหม่เปิดโลกทัศน์ของตัวเองให้มากขึ้น และสำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังมองหางาน ก็อยากให้คิดถึงงานที่ชอบมากกว่างานที่ต้องการ เพราะการทำงานที่เรารักทำให้เรามีกำลังใจและมีความสุขที่จะสร้างสรรค์งานต่อไป?
(Big Thanks to นิตยสารยูพลัส สำหรับข้อมูล )











