Study Abroad Stories

เรื่องราวน่ารักๆ กับการใช้ชีวิตวัยเด็กของนักร้องหนุ่มขวัญใจวัยเรียน เป็ก-ผลิตโชค อายนบุตร เมื่อครั้งเป็นเด็กประถมฯ ในซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้ถูกถ่ายทอดให้เราฟังแบบขำปนฮา เพราะว่าเจ้าตัวก็ต้องค่อยๆ นึกถึงภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 กว่าปีก่อนนั่นเอง  

วัยเด็กที่ซิดนีย์  

ตอนผมอายุประมาณ 6 ขวบ คุณพ่อต้องย้ายไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย ก็เลยพาครอบครัวไปด้วย ผมเลยได้ใช้ชีวิตเหมือนเด็กฝรั่งทั่วไป ไม่หวือหวาอะไร เพราะคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงแบบปล่อยให้ใช้ชีวิตตามใจ และด้วยความที่ผมยังเด็ก เลิกเรียนเสร็จก็กลับบ้านแล้วมารวมตัวเล่นกับเพื่อนๆ ที่สนามเด็กเล่นแถวบ้าน หรือถ้าเป็นวันหยุดคุณพ่อก็จะพาไปเที่ยวรอบเมืองบ้าง นอกเมืองบ้าง ไปสวนสาธารณะบ้าง ไปกับครอบครัวของเพื่อนสนิทคุณพ่อที่เป็นชาวชิลี ซึ่งก็มีลูกสาว รู้สึกว่าชื่อนาตาลี เขาก็ยัดเยียดให้เราเป็นแฟนกัน


เด็กซ่าแห่ง Cabramatta Public School

Cabramatta Public School เป็นโรงเรียนไปกลับอยู่ที่ซิดนีย์ ซึ่งจากบ้านที่ผมอยู่กับโรงเรียนก็ไม่ไกลกันเท่าไหร่ ทุกวันคุณพ่อก็จะไปส่งผมที่บ้านเพื่อน แล้วก็ให้พี่เลี้ยงของเพื่อนเดินไปส่งที่โรงเรียนทุกเช้า ความพิเศษของเด็กๆ ที่นี่ก็จะแสบมาก (หัวเราะ) คือจะมีอิสระในการคิดเยอะแยะเต็มไปหมด แล้วพอเราเป็นเด็กไทยเข้าไปเรียน ก็ยิ่งได้ใจเลย เพราะว่าครูจะไม่ทำโทษอะไรเท่าไหร่ ไม่เหมือนครูไทยที่เอะอะอะไรก็ตีด้วยไม้เรียวอย่างเดียว แต่สำหรับครูที่นั่นการทำโทษของเขาอย่างมากก็ให้ไปนั่งหลังห้อง แล้วหันหน้าเข้าตู้ ห้ามพูดกับเพื่อน แล้วก็นั่งกอดอกกี่ชั่วโมงก็ว่าไป ซึ่งผมจะโดนประจำครับ (หัวเราะ) ข้อหาส่วนใหญ่ก็จะคุยในห้องเรียน แกล้งครู แกล้งเพื่อน บางครั้งก็เอารองเท้าเพื่อนไปซ่อน แล้วก็มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งน่าเกลียดมาก คือได้ยินเสียงครูผู้หญิงผายลม ผมก็ตะโกนลั่นห้อง ?She fart...She fart? ครูก็จะเกลียดผมไปเลยครับ (หัวเราะ)


นักวิ่งประจำโรงเรียน 

จำได้ว่าผมจะวิ่งเร็วมาก ชนะฝรั่งด้วย แล้วมีครั้งหนึ่งคุณพ่อได้เป็นกรรมการยิงปืนที่จุดเริ่มต้น คือโรงเรียนที่นั่นเวลามีงานกีฬาก็จะให้ผู้ปกครองนักเรียนได้มีส่วนร่วมกับเด็ก ผู้ปกครองต่างก็เต็มใจร่วมกิจกรรมเต็มที่ แล้วทีนี้คุณพ่อผมก็บอกว่า ถ้าพ่อขยิบตา ก็ให้วิ่งไปก่อนเลยนะ (หัวเราะ) ผมก็เตรียมกันกับพ่อ ก็เลยวิ่งชนะคนอื่น (หัวเราะ) นี่คือพ่อเล่าให้ฟัง เพราะผมก็จำอะไรไม่ได้มากครับ

เด็กต่างชาติในต่างแดน  

เริ่มไปเรียนที่ซิดนีย์ตอนนั้นก็ยังเด็กอยู่ คุณแม่เล่าให้ฟังว่าผมก็พูดภาษาอังกฤษได้เหมือนเด็กฝรั่งคนหนึ่งเลย เพราะว่าเด็กจะซึมซับได้ง่าย สอนง่าย ลิ้นยังไม่แข็ง ออกเสียงก็จะชัดเจน และพอได้กลับมาเมืองไทยก็ไม่พูดภาษาไทยเลย จนคุณพ่อต้องให้เรียนโรงเรียนไทยบ้าง จากนั้นก็พูดภาษาไทยได้ แล้วภาษาอังกฤษก็ไม่ได้พูดอีกเลย (หัวเราะ)

อีกเหตุการณ์หนึ่งคุณพ่อเล่าให้ฟังว่า ผมจะไม่มีเพื่อน ยังหาเพื่อนไม่ค่อยได้ แล้วเราก็เป็นเด็กเอเชีย ผมดำ เด็กที่โน่นก็จะไม่ค่อยสนใจ จนวันหนึ่งผมเห็นเด็กเล่นฟุตบอลอยู่ข้างๆ สนามโรงเรียน ก็อยากเล่นด้วย แต่เขาก็ไม่ชวนเราเล่นสักที เราก็ไปยืนดูเขาเล่นทุกวัน เวลาเขาเตะบอลออกข้างสนาม เราก็วิ่งไปเก็บให้เขา (ทำหน้าตาละห้อย) ทำตัวให้น่าสงสารอยู่นานเหมือนกัน จนเขายอมรับเราเป็นเพื่อน แล้วในที่สุดก็กลายเป็นเพื่อนซี้กันไปเลย


เหตุการณ์นี้ไม่มีลืม  

มีหลายช่วงครับ อย่างเวลาเดินไปโรงเรียนกับกลุ่มเพื่อนๆ ก็จะมีช็อปขายของเล่น ขายน้ำอัดลม ขายขนม แล้วก็จะมีสายข้อมือแบบเป็นเหล็กๆ เหมือนไม้บรรทัด ด้วยความที่เราต้องผ่านร้านนี้ทุกวัน สีสันมันสวยงาม ล่อตาล่อใจ เราก็ต้องซื้อสะสม แล้วก็เอามาอวดกันกับเพื่อนๆ แต่คุณพ่อก็ให้เงินไปโรงเรียนมาน้อย เราก็ซื้อทุกวันไม่ได้ ก็ต้องค่อยๆ เก็บเงินไป แล้วก็จะมีงานประจำของโรงเรียน จะมีตัวตลก Red nose ที่มีจมูกสีแดงๆ เขาก็จะขายเด็กๆ เอาเงินไปทำบุญ ผมก็จะซื้อเล่นกับเพื่อนๆ ทุกปี แต่ราคาค่อนข้างแพงเหมือนกัน กว่าจะขอเงินคุณพ่อซื้อได้ก็ยากอยู่ นอกนั้นก็เป็นเหตุการณ์ที่ทำร่วมกับเพื่อนๆ เช่น แอบไปดูพี่สาวเพื่อนทำอะไรสักอย่าง (หัวเราะ) ไปดูหอยทาก เอาไม้ไปเขี่ยเล่น แล้วก็กินสเลอปี้หลังเลิกเรียนกับเพื่อนๆ แถวบ้านทุกวัน


สิ่งที่ประทับใจ  

ผมประทับใจโรงเรียนที่เรียนมาก ระบบของเขาดี อย่างพักกลางวันก็ไม่ต้องเดินออกไปกินข้าวที่โรงอาหาร จะกินในห้องเรียนได้เลย คือตอนเช้าที่มาโรงเรียน สิ่งแรกที่เราทำคือเดินไปที่ช็อปหรือสหกรณ์ของโรงเรียนเพื่อสั่งว่ามื้อเที่ยงเราจะกินอะไรดี จ่ายเงินให้เขาไป พอเที่ยงเขาก็จะเอาอาหารที่เราสั่งมาส่งที่ห้องเรียน แต่ด้วยความที่ได้เงินมาน้อย จะสั่งอะไรก็ไม่ได้มาก ก็ขโมยเพื่อนกินประจำ (หัวเราะ)

การที่ผมได้ไปใช้ชีวิตที่ซิดนีย์ ทำให้เราได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น ได้เห็นสังคมใหม่ๆ แรกๆ ก็คิดว่าฝรั่งน่ากลัว แต่พอเราได้เข้าไปสัมผัส ได้เป็นส่วนหนึ่งของคนที่โน่น เขาก็ไม่ได้รังเกียจอะไร กลับเอ็นดูเราด้วยซ้ำ ผมว่า การไปเรียนเมืองนอก เราก็ต้องศึกษาวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของเขา สิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำก็ต้องศึกษาอย่างละเอียด แล้วเราก็จะอยู่ในบ้านเมืองเขาอย่างมีความสุขครับ


(Big Thanks to นิตยสารยูพลัส สำหรับข้อมูล ) 


UplusSTUDY
Written on วันเสาร์ที่ 05 กันยายน 2009 เวลา 00:03 น. by UplusSTUDY

Viewed 1229 times so far.
Like this? Tweet it to your followers!

Latest articles from UplusSTUDY

Latest 'tweets' from UplusStudy

  • I liked a @YouTube video http://t.co/pMTirQ1m ขายคอนโดพระราม 3 ศุภาลัย พรีเมียร์ Link วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2012 เวลา 17:19 น.
  • I liked a @YouTube video http://t.co/kxmHYwUi ขายคอนโดลาดพร้าว Life@Ladprao 18 Link วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2012 เวลา 17:18 น.
  • SOLEX COLLEGE: เรียนภาษาอังกฤษที่อเมริกา กับ SOLEX COLLEGE - CHICAGO - ILLINOIS Solex College สถาบันสอนภาษาและหล... http://t.co/N9uYNX8D Link วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2012 เวลา 15:40 น.
  • น้องพีท หนุ่มหล่อจากสวนดุสิต บินไกลไปถึง LA แล้ว http://t.co/uKhwr9Su Link วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม 2012 เวลา 06:06 น.
  • http://t.co/XJKYPg8n Link วันพุธที่ 09 พฤษภาคม 2012 เวลา 10:58 น.
blog comments powered by Disqus

Customer Feedback

“แวน”สาวนักกฎหมายกับการไปเรียนต่ออังกฤษแบบคิดบวก+ แวนเรียนที่อังกฤษค่ะ รู้จัก U+ โดยการเสิร์ชทางอินเตอร์เน็ต เสิร์ชเสร็จแล้วก็โทรถามดูค่ะ จริงๆแล้วช่วงที่หาข้อมูลอยู่ตอนนั้นก็โทรหาหลายที่เหมือนกันค่ะ แต่ก็มาหยุดอยู่ที่ U+ เพราะพี่ปูเลยค่ะ พี่ปูดูแลดีมาก แล้วก็คอยติดตาม อีกอย่างพี่ปูก็พูดเพราะด้วย(หัวเราะ) ก็เลยตัดสินใจไปกับ U+ นี่แหละค่ะ เพรา...

Pattra Wanwattanakit (Van)
Jan 05, 2012

แนะแนวเรียนต่อ Our Main Services

Upluz iesc: ศูนย์บริการการศึกษาต่อต่างประเทศ

เรามีบริการแนะแนวเกี่ยวกับระบบการ เรียนต่อต่างประเทศ ทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา, อนุปริญญา, มหาวิทยาลัย หรือเรียนภาษาต่างๆ
นอกจากนี้เรายังมีบริการยื่นวีซ่า จองตั๋วเครื่องบิน หาที่พัก และอื่นๆอีกมากมายกับ เรียนต่อต่างประเทศ