จะว่าไปแล้ว ดีเจภูมิ-ภูมิใจ ตั้งสง่า เพิ่งจะก้าวเข้ามาเป็นดีเจจัดรายการวิทยุได้ไม่กี่ปี แต่ในระยะเวลาสั้นๆ เขาสามารถพาตัวเองขึ้นเป็นดีเจที่มี "ชื่อเสียง" มีแฟนๆ ติดตามฟังเป็นจำนวนมากกับการนั่งจ้อเป็นคนหลังไมค์ประจำคลื่น 95.5 Virgin Hitz คู่เพื่อนซี้ดีเจเพชรจ้า ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 4 ทุ่ม-เที่ยงคืน จนตอนนี้ดูเหมือนว่าชื่อเสียงของเขาจะติดอันดับเป็นดีเจฝีปากกล้าไปแล้ว และนอกจากฝีปากจะดีอย่างที่บอก ดีเจภูมิยังมีประวัติการศึกษาที่ดีจนอยากให้ใครหลายคนได้ติดตาม
เด็ก (หนุ่ม) นักเรียนนอก
ครอบครัวผมให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก คุณแม่จะเป็นคนวางแผนการเรียนให้กับลูกๆ มาตลอด ซึ่งท่านเองเรียนจบเกี่ยวกับจิตวิทยาเด็กจากอเมริกา เพื่อมาเลี้ยงลูกโดยเฉพาะ (หัวเราะ) ส่วนคุณพ่อจะเป็นผู้ให้คำปรึกษา ประกอบกับ คุณปู่ คุณตา คุณยาย ท่านก็ไปเรียนต่างประเทศเหมือนกันหมด ผมเลยโชคดีที่ทางบ้านให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาเป็นอย่างมาก
ผมเริ่มไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เพราะคุณพ่อถูกแต่งตั้งให้ไปเป็นผู้ช่วยทูตที่ประเทศออสเตรียเป็นเวลา 3 ปี เราก็เลยย้ายกันไปทั้งครอบครัว ก่อนไปคุณแม่ได้จ้างครูพิเศษมาสอนภาษาให้ลูกๆ ก่อน 1 ปี จากนั้นก็ขออนุญาตคุณครูที่โรงเรียนให้ลูกไว้ผมยาว จะได้ไปเรียนต่างประเทศแบบหัวไม่เกรียน (หัวเราะ) พอไปถึงออสเตรียปุ๊บ ความที่เป็นเด็ก เราก็ปรับตัวเร็ว เรียนรู้และพูดภาษาเยอรมันได้ ผมจำได้ว่า ตอนไปออสเตรียภาษาอังกฤษของเราก็ยังแข็งกว่าเด็กออสเตรียทั่วไปด้วยซ้ำ ทุกคนยังงงเลยว่า เด็กขนาดนี้ท่อง A-Z ได้แล้วเหรอ สามารถพูดโน่น พูดนี่ได้ดีกว่าเขาอีก นี่ก็เป็นจุดเด่นอีกอย่างหนึ่ง
พอย้ายไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ จริงๆ แล้วพื้นฐานการศึกษาของไทยอย่างวิชาคณิตศาสตร์ เราก็แข็งอยู่แล้ว เพียงแต่อาจด้อยในเรื่องของวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะเขามีอุปกรณ์ที่ทันสมัย มีห้อง Lab มีเครื่องมือเยอะแยะให้ใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งโรงเรียนแรกที่ผมไปเรียนชื่อ River Mead School เป็นโรงเรียนอยู่ในหมู่บ้าน เรียนอยู่ 2-3 ปีก็ต้องย้ายโรงเรียนอีกรอบ คราวนี้คุณแม่ก็หาโรงเรียนที่ไปมาครึ่งหนึ่งแล้วประจำครึ่งหนึ่งชื่อ Reed?s School เป็นโรงเรียนเกรด A ชายล้วน ตั้งอยู่ปริมณฑลของลอนดอน แวดล้อมด้วยธรรมชาติและป่าไม้ กิจกรรมส่วนใหญ่ของนักเรียนที่นั่นก็จะเล่นกีฬากันตลอด ซึ่งในปีแรกคุณแม่เลือกที่จะให้ลูกๆ ไปกลับก่อน พอปีที่ 2 เปลี่ยนเป็นระบบประจำแต่คุณพ่อคุณแม่ยังอยู่ด้วย ก็คือให้ลูกๆ กลับมาบ้านวันเสาร์-อาทิตย์ แต่พอปีสุดท้ายก็อยู่ประจำ เพราะคุณพ่อคุณแม่ย้ายกลับ ซึ่งเราก็คุ้นเคยกับระบบของโรงเรียนได้เป็นอย่างดีแล้ว จึงไม่มีปัญหา
ระบบการเรียนที่อังกฤษตอนแรกๆ จะเรียนแบบกว้างๆ 14 วิชา จากนั้นก็ค่อยๆ เรียนทุกอย่างจนรู้ว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร เป็นการบีบให้แคบลงและเจาะลึกให้มากขึ้น จนถึง End Level เหลือเพียง 3 วิชาที่เราชอบที่สุด แต่ว่ากันว่ายากที่สุดของนักเรียนอังกฤษ เพื่อเป็นการสร้างรากฐานให้เราได้เรียนในสิ่งที่ชอบในระดับมหาวิทยาลัยต่อไป ซึ่ง 3 วิชาตอนนั้นผมเลือกเรียนฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ เกรดฟิสิกส์ผมได้ A แต่หลังจากนั้นผมอยากเรียน Art เพราะเป็นสิ่งที่ผมรัก แต่ผมก็ไม่ได้เลือกเพราะกลัวว่าเรียนจบมาแล้วไม่รู้จะไปทำอะไรต่อ สุดท้ายผมก็เรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ จนในที่สุดก็เรียนไม่ไหว ขอเปลี่ยนสายแต่ทางโรงเรียนไม่ยอมโดยให้เหตุผลว่า ไม่มีใครสามารถเรียน End Level ภายใน 1 ปีได้ เดือดร้อนถึงคุณพ่อ คุณแม่ต้องมาจัดการให้ โรงเรียนถึงยอม หลังจากนั้นผมสามารถสอบผ่านและได้เกรด A จนเพื่อนๆ ในห้องงงเลยว่าผมทำได้อย่างไร (ยิ้ม)
พอถึงเวลาเข้ามหาวิทยาลัย คุณพ่อก็แนะนำว่า น่าจะไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองบ้าง ไปใช้ชีวิตในแบบที่เราไม่คุ้นเคยบ้างน่าจะดีกว่าอยู่ที่เดิมๆ นานๆ ซึ่งเมืองที่ผมเลือกไปเรียนก็มีทั้งผับ บาร์ ไนท์คลับ แหล่งช้อปปิ้งต่างๆ มากมาย จากที่เป็นเด็กไม่เคยเที่ยว ไม่กินเหล้า พอได้เข้ามาเรียนในเมืองผมทำตัวเละเทะไปเลย (หัวเราะ) ดีที่ช่วงหลังกลับลำทัน ตอนนั้นผมเลือกเรียนที่
เด็กน้อยหางานทำ
ตอนอายุ 10 กว่าขวบเคยปั่นจักรยานส่งหนังสือพิมพ์รอบหมู่บ้าน ได้วันละ 2 ปอนด์ อาทิตย์หนึ่งได้ 14 ปอนด์ แต่คุณแม่เป็นห่วง เลยให้แม่บ้านปั่นจักรยานเป็นเพื่อน ผมก็ต้องหารครึ่งกับเขา เหลือแค่อาทิตย์ละ 7 ปอนด์เท่านั้น แล้วรู้ๆ กันอยู่ว่าอากาศที่อังกฤษแย่มาก ฝนตกทุกวัน แต่ผมก็ยังต้องทำงานต่อไปเพื่อหาเงินส่งจักรยานผ่อนคุณแม่ครับ จักรยานคันหนึ่งราคา 317 ปอนด์ 3 ปีก็ยังผ่อนไม่หมดเลย (หัวเราะ) แต่จะบอกว่า สมัยนั้นผมหล่อสุดในเมืองเลยนะ เด็กอายุ 10 กว่าขวบปั่นจักรยานราคา 317 ปอนด์ ไม่ธรรมดาจริงๆ (หัวเราะ)
มีอยู่ช่วงหนึ่งได้เงินมาจะไปเช่าวิดีโอดู ค่าเช่าคืนละ 3 ปอนด์ (สองร้อยกว่าบาทสมัยนั้น) ถือว่าแพงมาก เพราะฉะนั้นถ้าอยากดูวิดีโอ 1 คืนก็ต้องปั่นจักรยานจนรักแร้แฉะ ลิ้นห้อย ตากแดดตัวดำ 2 วันเต็มๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็สอนได้ว่า กว่าจะได้เงินมา มันยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน ทำให้เราเป็นคนรู้คุณค่าของเงินมากขึ้น โตมาก็กลายเป็นคนขี้เหนียวเลย (หัวเราะ)
เด็กเรียนกับประสบการณ์ชีวิต
4 ปีกับชีวิตนักศึกษา สิ่งที่ได้เยอะสุดคือ ประสบการณ์ชีวิตล้วนๆ เราได้เข้าใจคน ได้เที่ยว ได้กินเหล้า ได้เมา เคยขับรถชน เจ็บตัว เป็นเด็กใจแตก มีปัญหาเยอะแยะมากมาย ลองผิดลองถูกมานับไม่ถ้วน แต่ก็ถือว่าสิ่งที่ผ่านมาเป็นการเรียนรู้ชีวิตที่มากมายมหาศาล อยากบอกน้องๆ ว่า ถ้ามีโอกาสควรจะผ่านชีวิตให้กว้างเข้าไว้ มันไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายที่เราจะทำอะไรในชีวิตที่ผิดพลาดไปบ้าง แต่จงเรียนรู้กับการใช้ชีวิตเหล่านั้นมาเป็นบทเรียนในการดำเนินชีวิตต่อไป แต่ก็มีอีกหลายเรื่องที่เราจะฉลาดพอ ไม่ลองตั้งแต่แรก เพราะบางสิ่งบางอย่างพลาดแล้วก็พลาดเลย แก้ไขอะไรไม่ได้อีกต่อไป
(Big Thanks to นิตยสารยูพลัส สำหรับข้อมูล )









