แสงสีเหลืองอร่ามกำลังจะลาลับขอบฟ้าในอีกไม่ถึงชั่วโมงข้างหน้า การจราจรที่คลาคล่ำไปด้วยรถนานาชนิดกำลังแข่งขันกับชั่วโมงเร่งด่วนอย่างไม่ย่อท้อ เวลาเดียวกันกับที่เราต้องรีบเร่งเพื่อไปพูดคุยกับนักร้องสาวคนเก่ง นิหน่า-ญารินดา บุนนาค ที่ตอนนี้กระโดดลงจอเงินกับบทนางเอกภาพยนตร์น้องใหม่ ?ความจำสั้น แต่รักฉันยาว? ของค่าย GTH
เรื่องเล่าวัยเยาว์
หน่าไปเรียนที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่ม.1 คือจริงๆ แล้วตามเพื่อนมากกว่า เพราะว่าเพื่อนสนิทจะไปเรียนที่นั่น ก็เลยขอคุณพ่อ คุณแม่ไปด้วย พอท่านไปดูโรงเรียนก็ประทับใจ ถือเป็นโอกาสดีที่เราได้ไปเรียน ทำให้ได้ภาษารวมทั้งประสบการณ์หลายๆ อย่างเมื่อต้องไปอยู่ที่นั่น ตอนนั้นไปเรียนที่ Benenden School เป็นโรงเรียนประจำที่ Kent
บรรยากาศโรงเรียน
พอเริ่มเรียน บอกได้คำเดียวว่า โหดมาก (หัวเราะ) เพราะเป็นโรงเรียนประจำ นักเรียนก็ต้องอยู่ในกฎระเบียบทุกอย่าง ต้องทำโน่น ทำนี่ ห้ามอย่างโน้น อย่างนี้ และด้วยความที่เป็นโรงเรียนหญิงล้วน ก็เคร่งทุกอย่าง ต้องเข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ และทุกเช้าก็จะมีแม่บ้านมาปลุกเพื่อเตรียมตัวเข้าหอประชุม สวดมนต์ ร้องเพลง ส่วนเวลานอนก็ต้องเป็นเวลา ปิดไฟกี่โมง เข้านอนกี่โมง ห้ามมีขนมในห้องนอน ถ้ามีก็ต้องเก็บในกล่องที่เตรียมไว้ เวลาออกนอกโรงเรียนก็ต้องขออนุญาต เพราะเทอมหนึ่งๆ สามารถออกไปลอนดอนได้แค่ 2 ครั้งเท่านั้น ซึ่งตอนไปเรียนใหม่ๆ ร้องไห้เป็นปีๆ แต่หลังๆ ก็ชิน สนุกดี
กิจกรรมระหว่างเรียน
ความที่เป็นโรงเรียนประจำก็มีกิจกรรมเยอะ หน่าก็เลยเลือกที่จะเล่นดนตรี เรียนเปียโน เซกโซโฟน เรียนร้องเพลง อยู่ในวงบิ๊กแบนด์ มีเล่นเทนนิสบ้าง เล่นละครเวทีบ้าง ก็ทำกิจกรรมตลอด ซึ่งโชคดีที่ได้ทำกิจกรรมเหล่านั้น เพราะถ้าเราไม่ได้ทำ เราก็คงไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเราชอบดนตรีหรือเปล่า ถือเป็นจุดเริ่มต้นให้เราเล่นดนตรีตั้งแต่นั้นมา
Cornell University, USA
พอจบม.6 ที่อังกฤษ ก็มาเรียนที่ Cornell University ประเทศสหรัฐอเมริกา ตอนนั้นเลือกเรียนสถาปัตย์ฯ เพราะว่าชอบดีไซน์ ชอบวิทย์ ชอบเลข ซึ่งจริงๆ แล้วก็เลือกไม่ถูกว่าจะเรียนทางด้านอาร์ตหรือว่าเอนจิเนียร์ดี แต่รู้สึกว่าสถาปัตย์ฯ เน้นให้เราแสดงความคิดสร้างสรรค์ในเชิงศิลปะกับวิศวกรรมที่ลงตัว ก็เลยมาสมัครคณะนี้ดู แล้วพอได้เรียนปุ๊บก็ชอบและสนุกมาก
คุณสมบัติของคนที่เรียน
คนที่เรียนสถาปัตย์ฯ ต้องโรคจิตหน่อยๆ (หัวเราะ) แล้วคนที่มาเรียน Cornell ก็มาจากทุกๆ ประเทศทั่วโลก แต่ละคนก็จะมีแบ็คกราวนด์ มีครอบครัว มีวัฒนธรรมการศึกษาที่แตกต่างกัน และพอทุกคนมาเรียนแล้ว ก็จะมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ทุกคนจะสนับสนุนความเป็นตัวของตัวเองของคนอื่น เพราะฉะนั้นเมื่อได้มาเรียนด้วยกันก็จะมีการแชร์ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เป็นไอเดียที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน และการที่ทุกคนกล้าแสดงความคิดเห็นออกมา ก็รู้สึกว่าสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้มากเช่นกัน
การเรียนการสอน
แรกๆ ก็มีท้อบ้าง เพราะว่าเรียนหนัก แต่อาจารย์ที่โน่นเขาจะสอนให้นักศึกษาตั้งคำถาม ไม่ได้สอนให้เด็กท่องจำ ไม่ได้สอนให้ไปอ่านหนังสือเท่าที่จะสอน คุณเห็นด้วยหรือเปล่ากับสิ่งที่เขาเขียนไว้เป็นร้อยปี สองร้อยปี คุณคิดว่าถูกต้องมั้ย ถ้าไม่ถูกต้องเป็นเพราะอะไร มีคนอื่นเห็นด้วยกับคุณหรือเปล่า ก็ไปหาข้อมูล ไปรีเสิร์ชมา ทำไมอันนี้เป็นแบบนี้ ทำไมอันนั้นต้องเป็นแบบนั้น เขาจะไม่สอนว่าอาจารย์ให้อะไรมาก็ต้องกลืนไปหมด สิ่งเหล่านี้ทำให้เราได้คิด ซึ่งสามารถนำมาใช้กับชีวิตประจำวันและการทำงานได้มากเหมือนกัน
ประสบการณ์ที่ได้รับ
การไปใช้ชีวิตเมืองนอกเราก็ต้องดูแลตัวเอง รับผิดชอบชีวิตตัวเองให้ได้ แล้วความที่เราได้ไปเห็น ได้รู้จักกับคนที่มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน มีความเห็นต่างกัน ก็ทำให้เรารู้ว่าเราไม่ควรด่วนตัดสินคนจากแค่ความคิดที่ต่างออกไป สมมติเราเห็นคนนี้คิดแบบนี้ ถ้ามันนอกกรอบหรือไม่เหมือนที่เรารู้มา ก็อย่าตัดสินว่าเขาผิด เพราะบางครั้งอะไรหลายๆ อย่างก็ย่อมมีคำตอบหลายคำตอบให้ได้รับรู้เช่นกัน
สำหรับใครที่จะไปเรียนต่างแดน การที่เราไปอยู่แปลกที่ แปลกภาษา แปลกวัฒนธรรม เราก็ต้องปรับตัวให้ได้มากที่สุด ต้องเปิดใจให้กว้าง ต้องอดทน และยิ่งเราอดทนเท่าไหร่ ก็จะง่ายในการซึมซับเอาวัฒนธรรมที่ต่าง ความคิดที่ต่าง มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตโดยไม่มีปัญหา แต่ถ้าเอาง่ายไว้ก่อน ปรับตัวยาก เรียนรู้ภาษาก็ยาก แล้วไม่สนใจจะใฝ่รู้อีก เราก็จะไม่ได้อะไรเลย เพราะฉะนั้นควรเปิดใจยอมรับกับทุกอย่าง ดูว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร ลองหาประสบการณ์และแชร์ความคิดกันดู แล้วจะรู้ว่าโลกนี้น่าอยู่อีกเยอะค่ะ
(Big Thanks to นิตยสารยูพลัส สำหรับข้อมูล )









