นับเป็นครั้งแรกที่เราได้มาพูดคุยกับหนุ่มหล่อแฮร์สไตลิสต์ดาวรุ่ง โทนี่ รากแก่น หรือ ธีรชัย วิมลชัยฤกษ์ ลูกไม้ใต้ต้นของราชินีหมอลำชื่อดัง บานเย็น รากแก่น ซึ่งในครั้งนี้เรามีนัดกับโทนี่ เพื่อพูดคุยถึงการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่สมัยเรียนที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
วัยเด็กที่ Melbourne
?เนื่องจากคุณพ่อของผมไปทำธุรกิจที่ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นธุรกิจส่งออก แล้วเขาก็ได้ Citizen อยู่ที่โน่น คุณพ่อก็เลยพาผมกับพี่สาวสองคน ไปเรียนที่ออสเตรเลียด้วย ตอนนั้นผมอายุ 12 ขวบ ก็ไปเรียนภาษาก่อน 6 เดือน แล้วถึงเริ่มเรียนม.1 ที่เมลเบิร์น
ช่วงที่ใช้ชีวิตที่โน่น เราต้องเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน 3 คนพี่น้อง ส่วนคุณพ่อก็จะไปๆ มาๆ จะบอกว่า อยู่กับพี่ๆ ก็ทะเลาะกันตลอด เพราะความที่ผมเป็นลูกชายคนเดียว ตอนอยู่เมืองไทยคุณพ่อ คุณแม่ก็จะตามใจ แต่พอมาอยู่กันเอง ก็จะไม่มีใครมาตามใจผมแล้ว พี่สาวสองคนก็จะรวมหัวกันแกล้งผม ซึ่งจริงๆ แล้วเขาคงหมั่นไส้นิดๆ อยู่แล้วด้วย (หัวเราะ) แต่ตัวผมเองก็เป็นเด็กดื้อ ปกติเป็นคนขวางโลกด้วย ก็เลยโดนพี่ๆ ดัดนิสัยบ้าง ซึ่งการมาอยู่กันเองพี่น้อง เราก็ต้องดูแลตัวเองมากขึ้น พี่สาวผมเขาก็ต้องเรียน ผมเองก็ต้องเรียน ซึ่งถ้าผมขี้เกียจพี่ๆ ก็ทำได้แค่ปลุกผมไปโรงเรียน ปลุกอ่านหนังสือ แล้วถ้าผมไม่ไปเรียน ผมก็จะไม่ได้อะไร ประมาณว่า อยู่ที่โน่นก็ตัวใครตัวมัน แต่ลึกๆ แล้วเราก็จะดูแลกันและกันตลอดครับ?
งานพิเศษในร้านอาหาร
?ตอนไปเรียนแรกๆ ผมตั้งใจเรียนอย่างเดียว แต่พอเริ่มเข้าม.6 ถึงได้คิดอยากจะไปหางานพิเศษทำ เพราะพี่สาวเริ่มบ่นว่าไม่ยอมโตสักที ผมก็เลยต้องหางานทำแล้ว (หัวเราะ) ตอนนั้นเพื่อนผมเขาทำงานร้านอาหารพอดี ซึ่งเชฟที่ร้านก็มาจากโรงแรมดุสิตด้วย ทำให้ระบบการทำงานของเขาดูเป็นมาตรฐาน ผมก็เลยได้ไปเป็นพนักงานเสิร์ฟที่นั่น ได้เรียนรู้วิธีการเสิร์ฟที่ถูกต้อง เรียนรู้วิธีการดูแลเทคแคร์ลูกค้า คอยรับออร์เดอร์ ทำอยู่ประมาณ 2 ปี ก็เริ่มหาลู่ทางเรียนรู้งานอื่นๆ ต่อไป?
เด็ก R.M.I.T. ?ช่วงที่ทำงานร้านอาหารผมก็ต้องเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยด้วย โดยส่วนตัวก็ชอบงานทางด้านศิลปะ เลยพยายามทำพอร์ตเก็บไว้เพื่อเอาไปสมัครเรียนที่ R.M.I.T. University (Bachelor of Communication Advertising / Creative) ซึ่งที่นี่ก็ขึ้นชื่อเกี่ยวกับเรื่องดีไซน์อยู่แล้ว
พอได้เข้าไปเรียน บรรยากาศการเรียนการสอนมันคนละเรื่องกับตอนไฮสคูลเลย อย่างไฮสคูลเราจะมีความรับผิดชอบน้อย ทุกอย่างจะกำหนดไว้หมดแล้วว่าเวลานี้ทำอะไร เหมือนมีคนคอยดูแลตลอดเวลา แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยเราต้องเรียนรู้เองทุกอย่าง เวลาอาจารย์สอนอะไรมา เราก็ต้องไปศึกษาต่อเอง ปีแรกๆ นี่ผมถึงกับเขวเลย ไหนจะต้องปรับตัวกับเพื่อนใหม่ ไหนจะเป็นการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงระหว่างนักศึกษาด้วยกันเอง อย่างคอร์สที่ผมไปเรียนตอนแรกมีคนสมัครตั้ง 1,000-2,000 คน แต่รับเข้าเรียนจริงๆ แค่ 60 คนเท่านั้น แล้ว 30 จาก 60 คนก็เป็นเด็กในพื้นที่ จะมีเด็กต่างชาติ ก็ 30 คนเอง ค่อนข้างกดดันเหมือนกัน เพราะทุกคนที่มาเรียนจะมีความรู้ทางด้านโฆษณามาระดับหนึ่งแล้ว แต่สำหรับผมไม่เคยมีพื้นฐานด้านนี้มาก่อน อาจรู้แค่เรื่องศิลปะมาบ้าง แต่เมื่อได้เข้าไปเรียนแล้ว เราก็ต้องมุ่งมั่นกับการเรียนให้เต็มที่?
ประสบการณ์พิเศษในเมืองไทย
?ช่วงที่ผมเรียนปี 2 ก็มีโอกาสได้กลับมาฝึกงานที่ Lowe ซึ่งเป็นบริษัทโฆษณาในเมืองไทย อาจารย์ที่ R.M.I.T. เขาแนะนำมาว่า งานโฆษณาในเมืองไทยจะอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก ถ้าเรามีโอกาสก็ควรมาฝึกงานที่เมืองไทยจะดีกว่า แล้วพอได้มาฝึกจริงๆ ผมว่าเจ๋งมากเลยครับ เพราะสิ่งที่เราได้จากการเรียนก็จะมาจากตอนที่เราฝึกงานนี่แหละ เราจะเห็นตั้งแต่ระบบการทำงานตอนแรก จนคิดออกมาเป็นชิ้นงานขึ้นมา ได้เรียนรู้ระบบการทำงานภายในบริษัทโฆษณา ซึ่งพอเรากลับไปเรียนอีกครั้งก็ทำให้ผมเข้าใจมากยิ่งขึ้น อย่างตอนที่เราเรียนจะคิดครีเอทขนาดไหน ยังไงก็ได้ แต่พอมาทำงานจริง เราก็ต้องคิดถึง budget ในการทำงาน คำนึงถึงขั้นตอนการถ่ายทำว่ามันจะยากแค่ไหน ไม่ใช่ว่าเราจะคิดไอเดียสารพัดอย่าง แต่พอมาทำจริงงานไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ทุกอย่างก็จบ?
จุดเปลี่ยนในชีวิต
?หลังจากผมทำงานที่ร้านอาหารประมาณ 2 ปี ก็เริ่มถึงจุดอิ่มตัว ทำให้อยากลองงานอื่นดูบ้าง แล้ววันหนึ่งก็มีโอกาสได้เดินเข้าไปที่ร้านทำผม Renaissance Hair Salon ซึ่งเป็นร้านญี่ปุ่น ในเมืองเมลเบิร์น ก็เดินดิ่งเข้าไปบอกเจ้าของร้านว่า ผมสนใจเกี่ยวกับการทำผม อยากมาฝึกงานที่นี่ คุยกันสักพักเขาก็โอเค ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรับผมฝึกงาน แต่ในเมื่อเขาให้โอกาสเรามา เราก็ต้องทำให้เต็มที่ ช่วงแรกๆ ที่ผมไปฝึกงาน เขาก็ให้เป็นลูกมือก่อน เริ่มตั้งแต่กวาดพื้น สระผม เป่าผม ช่วยทำสีผม ช่วยตัดผม ก็ศึกษาเองไปเรื่อยๆ ประมาณครูพักลักจำ จนเราก็ทำได้ ทำอยู่ประมาณ 2 ปีก็ได้เปลี่ยนมาทำอีกร้านชื่อ Sui Hair Design ก็ยังทำเป็นพาร์ทไทม์อยู่ กระทั่งเรียนจบปริญญาตรี แล้วกลับมาทำงานที่เมืองไทยกับบริษัทโฆษณา Leo Burnett อยู่ 5 เดือน และมีโอกาสได้ลงหนังสือ ซึ่งได้พูดถึงการทำงานร้านทำผมที่เมลเบิร์น แล้วพี่ไก่-สมพร กับพี่ลูกเกด-เมทินี มาอ่านเจอ ก็เลยชวนมาทำงานที่ The Lounge Hair Salon ซึ่งตอนนั้นเป็นจังหวะที่ผมยังไม่มีจุดยืน ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำงานอะไรกันแน่ เมื่อมีโอกาสตรงนี้ ผมก็เลยได้เข้ามาทำงานตำแหน่งช่างใหญ่ แรกๆ ก็ประหม่าเหมือนกัน แต่เราก็ต้องทำให้เขาเห็นว่า เราก็ทำได้?
ข้อคิดเตือนใจ
?ตอนอยู่ที่ออสเตรเลีย ผมโชคดีที่ได้เจอแต่คนดีๆ คนที่จริงใจ ซื่อสัตย์ ทำให้งานที่ผมทำมันง่ายขึ้น แล้วการที่เราได้เจอคนเยอะๆ ทำให้เรารู้จักปรับตัว ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตด้วยตนเองตอนอยู่หอ ก็อยากฝากถึงคนที่จะไปเรียนต่างประเทศว่า ภาษาเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะยังไงเราต้องมีการสื่อสารกันตลอด ถ้ามีเบสิกเรื่องภาษามาบ้างก็จะดีมาก ส่วนเรื่องการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น เราจะมามัวเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้ จะต้องมีความเกรงใจกับทุกคน ที่สำคัญเรื่องการคบเพื่อน ก็ต้องดูว่าเขาเหล่านั้นคบแล้วพาเราไปในทางที่ดีได้หรือเปล่า ก็ขอให้ทุกคนโชคดีครับ?
(Big Thanks to นิตยสารยูพลัส สำหรับข้อมูล )









